วีรกรรมของเด็ก (ไม่) เรียน ตอนที่ 5
posted on 20 Mar 2007 20:10 by oatato in Lifeตอนที่ 5 : เด็กเรียน เรียน เรียน
ผิดหวังทั้งจากผลการเรียนในห้องเรียน และแอบผิดหวังจากการเอ็นทรานซ์ตอน ม.4
เกรดเฉลี่ยของปีแรกของการอยู่ ม.ปลายนั้นช่างไม่โดดเด่นเอาซะเลย แต่ก็เป็นเรื่องที่แสนธรรมดาไปแล้ว
เพราะตอนอยู่ ม.ต้น คะแนนก็ไม่ได้ต่างจากนี้เท่าไหร่หรอกแต่ตอนนี้คะแนนและเกรดนี่แหละมีผลชัดเจน
ในการวัดคุณค่าและจัดกลุ่มนักเรียนว่าเป็น เด็กเรียนดีผู้เป็นความหวัง เด็กธรรมดาสามัญ หรือว่าเป็น
เด็กหัวโจกท์ ของห้องเรียน ซึ่งปีที่ผ่านมาตัวเราก็คงไม่พ้นกลุ่มเด็กธรรมดาสามัญ ดังเช่นปีก่อน ๆ
แต่อาจจะมีความแตกต่างอยู่บ้างก็ตรงที่ สมัยก่อนจะอยู่ในกลุ่มเด็กธรรมดาที่เอนเอียงไปทางเด็กดี
อาจจะเรียกว่าเป็น พวกเกือบดี ก็ได้
พวกนี้มีกรรมเพราะถึงจะประพฤติดี ไม่ก่อกวน อยู่ในกฎเกณฑ์ แต่ก็ยังอยู่นอกสายตาคุณครูอยู่ดี
ทำดีอาจได้รับคำชมเชยในชั่วข้ามวัน วันต่อมาก็กลับมาสู่สภาวะปกติ แต่โชคร้ายทำอะไรพลาดพลั้งไป
ก็อาจจะถูกทำโทษได้ในระดับเด็กสามัญชนไปถึงระดับพวกหัวโจก ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้ร่วมขบวนการ
แต่ปีที่ผ่านมานี้อาจจะสลับข้างกันนิดหน่อยคือ ออกจะเอนเอียงไปทางพวกตัวแสบ ใครจะเรียกว่าเป็น
พวกเกือบเลว ก็ไม่เป็นไรจากการย้ายเข้าไปศึกษาชีวิตของชนกลุ่มนี้ พบว่าพวกนี้ค่อนข้างมีบุญอยู่มาก
(ตรงข้ามกันทีเดียวกับ พวกเกือบดี) และทำให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า มันเป็นเรื่องของหลักการสัมพัทธ์
ในวิชาฟิสิกส์คือ ถ้าเราไปวนเวียนอยู่ใกล้กลุ่มที่มันเลวร้ายมากกว่าเรา แล้วเรายังรักษาระดับความ
เกือบเลวไว้ได้อย่างสม่ำเสมอ อย่าให้เลวไปมากเกินระดับวิกฤติเราจะดูเป็นคนดีกว่าหัวโจกพวกนั้น
และพวกมันจะรับการลงโทษไป ในขณะที่กลุ่มเราสามารถทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นได้อย่างหน้าตาชื่นบาน
ไม่ว่าเราจะทำผิดหรือไม่ก็เถอะเป็นพวกนอกสายตาอยู่แล้ว ทำดีก็คือกำไร ทำอะไรผิดพวกนั้นรับไป
เพอร์เฟคจริง ๆ น่าจะอยู่กลุ่มนี้ตั้งนานแล้ว หุ หุ
สรุปคือ จงพยายามหลีกเลี่ยงอย่าอยู่ในกลุ่มเด็กเกือบดีเด็ดขาด เพราะไม่ว่ากรณีใด ๆ เราก็คงตกเป็น
ตัวเปรียบเทียบของกลุ่มเด็กดีอยู่ร่ำไปตามกฏแห่งการสัมพัทธ์ ส่วนจะเป็นกลุ่มไหน ก็จงเลือกเอาเอง
มาปีนี้กะจะทำเซอร์ไพร์ซอย่างแรงซะหน่อย ตั้งใจว่าจะอัพเกรดตัวเองขึ้นมาอยู่ในชนกลุ่มแรกให้ได้
เริ่มจากการแก้ปัญหาเรื้อรังขั้นพื้นฐาน คือ การเรียน การใช้ชีวิตในห้องเรียน เพื่อสร้างภาพพจน์ที่ดี
ในสายตาเพื่อน ๆ เอ่อ...คงทำไม่ได้หรอกงั้นขอเปลี่ยนเป็น "ในสายตาอาจารย์" แทนก็แล้วกัน
มาเริ่มกันเลยดีกว่านะ ...
- นักเรียนแถวหน้า
ถ้ามีใครถามว่า มีใครเคยเห็นเด็กที่นั่งในห้องเรียนแถวหน้าขี้เกียจไหม ซึ่งส่วนใหญ่น่าจะตอบว่า
"ไม่เคย"(ใครแอบตอบว่า "เคย" ปล่อยมันไป) เพราะฉะนั้นเมื่อขึ้นชั้นเรียนใหม่ ห้องเรียนใหม่
เลยย้ายตัวเองไปนั่งอยู่ที่โต๊ะเรียนข้างหน้าเลย แบบสบตาอาจารย์ปิ๊ง ๆ ทำหน้าเข้าใจได้ทุกวิชา
ถ้ายังจะกล้าคุย เล่น หรือแอบหลับในห้องให้มันรู้ไป - คบหาเพื่อนเรียนดี
โชคชะตาชักนำมา นอกจากนั่งหน้าแล้วยังนั่งติดกับนักเรียนอันดับที่หนึ่งของห้องครับ เป็นไงล่ะ
ขอเตือนไว้ก่อนเลย ว่าอย่าเดินดุ่มไปคุยตีสนิทกับพวกเรียนดีแบบไม่ได้ตั้งตัว เขาอาจตื่นตระหนก
ตกใจ นึกว่าเราไปขู่กรรโชกหรือจี้ชิงทรัพย์ได้ ทักทายคุยกันพองามก่อน แล้วก็ใช้ชีวิตตามปกติ
ของเราให้เขาเริ่มเคยชินก่อน แต่อย่าป่าเถื่อนให้มากนัก เขาจะรับไม่ได้ ถ้าจะเถื่อนก็ขอให้เถื่อน
อย่างมีคุณธรรมนำใจ อย่าให้เขารังเกียจเราไปมากกว่านี้เชียว รักษาระดับความคุ้นเคยนี้ไว้ให้มั่น
ส่วนการตีสนิทในขั้นต่อไป เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังในข้อหลัง - แสวงหาความรู้เพิ่มเติม
เมื่อหมดสิ้นหนทางจากการเก็บเกี่ยวเมล็ดผลแห่งความรู้จากภายในรั้วโรงเรียน คงไม่มีอะไรดี
ไปกว่าการไปหาที่เรียนพิเศษกวดวิชาภายนอกโรงเรียน ส่วนการเลือกสถานที่เรียนพิเศษ
ให้ลองทำวิจัยดูซะก่อนว่าที่ไหนสอนดี มีโปรโมชั่นถูก ๆเอ๊ย มีคนไปสมัครเรียนเยอะ ๆ
ก็อาจจะเป็นเครดิตที่น่าเชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง (มารู้ทีหลังว่ามันไม่จริงเสมอไปหรอกนะ)
จะลองถามความเห็นจากคนรู้จักหรือเพื่อฝูง ที่มีระดับการเรียนพอใข้ ก็อาจจะได้ข้อมูลมาในอีก
แง่มุมหนึ่ง (แต่ระวังมันแกล้งหลอกเราด้วยนะ เพื่อนบางคนมันร้ายลึกยิ่งนัก)
ก็เลยลุยเรียนพิเศษซะอย่างบ้าระห่ำเลย อังกฤษ เคมี ฟิสิกส์ คณิต ความถนัดทางวิศวกรรม
ตื่นไปเรียนพิเศษ ตั้งแต่เสาร์เช้าไปจนถึงอาทิตย์เย็น ตื่นเช้าวันถัดมาวันจันทร์ก็ไปเรียนตามปกติ
ช่วงเทอมแรก เลือกเรียนวิชาของ ม.4 ใหม่อีกรอบที่เคยละเลยไป และวิชาของ ม.5 ที่กำลังเรียน
พอเทอม 2 ก็ลงเรียนวิชา ม.5 เพิ่มเติม และเรียนคอร์ส ม.6 ล่วงหน้าอีกทุกวิชาด้วย บ้าไปแล้ว
ถ้าจะให้ลองนับ ๆ ค่าลงเรียนพิเศษในปีนั้นละก็ คาดว่าคงสามารถนำเงินจำนวนนี้ไปจ่ายค่า
เล่าเรียนตามปกติได้หลายเทอมเลยทีเดียว - แบ่งปันความรู้แด่ผู้ที่คู่ควร
เพื่อนที่ดีต้องรู้จักแลกเปลี่ยนความรู้กัน โดยเฉพาะคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ในห้องนี่ไม่ธรรมดาเลยนะ
อันที่จริงเรารู้จักกันอยู่แล้วล่ะ เพราะเคยมีโครงงานวิชาการกลุ่มเดียวกัน แต่ก็ยังไม่คุยกันมากนัก
เป็นเพื่อนเฉย ๆ ไม่ใช่เพื่อนสนิท จงเจียมตัวตามที่บอกไว้ในข้อ 2 ถ้าจะไปสนิทกับที่เพื่อนเรียนดี
วิธีที่ดีที่สุดที่เลือกใช้คือ การเสริมสร้างความไม่มั่นใจให้เขาครับ คุณอ่านข้อความถูกแล้วหล่ะ
ธรรมชาติคนเก่งมักจะอีโก้ (Ego) สูง (ถ้าเพื่อนคนนี้หลงเข้ามาอ่าน ก็ขอบอกว่าเราไม่ได้พูดถึง
นายคนเดียวนะ แค่พูดรวม ๆ น่ะหุหุ) คิดว่าตัวเองนั้นรู้แจ้งเห็นจริงกว่าใครในทุกวิชาเรียน
เพราะฉะนั้นต้องหาวิธีสลายเจ้าอีโก้นั้นออกไปจากตัวเขาให้ได้
ซึ่งวิธีก็คือ เอาโจทย์เลขพิสดารพันลึกที่ไปพบเจอจากคอร์สเรียนพิเศษมานำเสนอซะ
ให้เขาลองทำดูครับ เว้นช่วงให้เขาลองผิดลองถูกซักพักหลังจากเห็นว่าหัวเขาเริ่มจะระเบิดแล้ว
ก็ลองเฉลยวิธีทำให้ดูทีละขั้นจนเข้าใจพอร้องอ๋อจบไปหนึ่งข้อ จะมีข้อสอง และ ข้อถัด ๆ ไป
ที่ยากกว่าเดิม จะถูกส่งมานำเสนอลองภูมิคนเก่งคนนี้อยู่เรื่อยไปแบบว่าเอาให้สูญเสียความ
มั่นใจกันไปเลย แต่ควรเว้นช่วงเป็นระยะ อย่าให้ถึงขนาดต้องสูญเสียความทรงจำหรือเสียสติ
ไปซะก่อน แล้วจะไม่ได้เพื่อนใหม่ แต่ได้คนวิกลจริตมาแทน ไม่ดีหรอก
คนเรียนเก่ง ๆ มักจะกังวลเสมอว่า การที่ใครตั้งใจเข้าไปตีสนิทนั้นก็เพื่อผลประโยชน์ในการแอบ
ตักตวงความรู้จากพวกเขาอยู่เสมอ ซึ่งถ้าต้องเป็นฝ่ายแจกอย่างเดียวไม่มีได้กลับมาบ้างเลย
มันก็น่าท้อใจได้เหมือนกันนะ ซึ่งสิ่งที่ผมกำลังทำนั้นตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง เพราะผมแจกความรู้
เพิ่มเติมกลับไปให้เค้าต่างหาก นั่นแสดงให้เห็นว่าความรู้อะไรจากเค้า ผมไม่ได้ต้องการเลยแม้แต่
นิดเดียว
ในที่สุด ก็เป็นเพื่อนสนิทกันในหนึ่งเทอมการพบเพื่อนใหม่นั้นเป็นสิ่งที่ดีเสมอ ส่วนวิธีการนั้น
ก็คงขึ้นอยู่กับการเปิดใจของเราและของเขาทั้งสองอย่าง และก็ยังขึ้นอยู่กับวิธีการของเราว่า
จะทำอย่างไรที่จะเปิดใจคนที่คาดว่าจะเป็นเพื่อนใหม่ ๆ ที่ดีได้ ซึ่งในกรณีนี้ ผมไม่ได้หวังอะไร
มากไปกว่ามิตรภาพที่ดีเท่านั้นเองเพียงแค่นี้ก็เป็นสุขแล้วครับ
และหลังจากหนึ่งเทอมผ่านพ้นไป ถึงจะไม่ใช่คนที่ทำสอบได้ในอันดับแรก ๆแต่ก็อยู่ไม่เกินที่สิบ
ผมเริ่มมาอยู่กลุ่มเด็กเรียนในสายตาของอาจารย์แล้วล่ะ ตอนนี้พิสูจน์ได้แล้วว่าคะแนนและเกรดเฉลี่ย
เป็นตัวที่ใช้จัดกลุ่มนักเรียนจริง ๆ ด้วยตามคาด มาถูกทางแล้วเรา ...


#1 By นายตุ้ย on 2007-03-21 04:14