ตอนที่ 6 : เหนื่อยล้า

เมื่อผ่านมาถึง ม.5 เทอมปลาย การเรียนในชั้นเรียนค่อนข้างโอเคทีเดียว ต่างกับอดีดตอน ม.4 ลิบลับ
ความรู้ในวิชาของ ม.5 ค่อนข้างแน่นปั๊ก เพราะได้เรียนพิเศษข้างนอกและเรียนในห้องเรียนไปพร้อมกัน
ซึ่งมันช่วยเสริมกันดี เอาเนื้อที่เรียนพิเศษเป็นหลัก ส่วนในห้องเรียนเป็นการทบทวน (สลับกับปกตินะ)

แต่ชักเริ่มอ่อนล้ากับการเรียนพิเศษซะแล้ว!

ใครอ่านตอนที่แล้ว จะรู้ว่าเทอมสองนี้ลงเรียนวิชา ม.6 ด้วย ที่ปกติเค้าเรียนกันสองเทอม คอร์สเรียน
นำเนื้อหามาจับอัดกระป๋องรวมเรียนในเทอมเดียว และเรียนไปพร้อม ๆ กับวิชาของ ม.5 เทอมปลาย
ที่เป็นอีกคอร์สหนึ่ง เรียนเหมือนคนบ้า และน่าจะบ้ากว่าเทอมที่แล้วซะอีก

คอร์สรวม ม.6 ค่อนข้างเร่งรัด ก็พอทำให้รู้เรื่องเนื้อหาอยู่บ้าง แต่มีปัญหาเรื่องการนำเอาไปประยุกต์
ใช้กับโจทย์แปลก ๆ ยาก ๆ ยังทำไม่ได้ เลยต้องขอทดไว้ในใจก่อน มีเวลาเมื่อไหร่ค่อยทำ เพราะว่า
ยังมีเนื้อหาของ ม.4 ที่ต้องรื้อฟื้นอีก เหมือนมาเรียนใหม่ทั้งหมด อาศัยการผ่านหูผ่านตามาบ้างบางบท
ก็ช่วยให้สามารถรับเข้ามาเร็วขึ้น แต่เรียนไปก็บ่นไปว่า
น่าจะตั้งใจเรียนในห้อง ... เอ่อ ไม่ใช่สิ ...
นึกถึงอาจารย์เทพพิชิตมารอย่างนั้น สู้ไม่ไหวหรอกบ่นใหม่ว่า
ที่จริงน่าจะเริ่มไปหาที่เรียนพิเศษตั้งแต่
ตอนอยู่ ม.4 แล้ว เรียนพิเศษควบคู่กับเนื้อหาในห้องเรียน เวิร์คมาก แต่ก็ไปติดเรื่องไปสอบเทียบ
และการไม่ขยันถ้าย้อนเวลาได้จะทำยังไงก็ได้ให้มันดีกว่าเดิม จะได้ไม่ต้องมาวุ่นวายอย่างนี้

โอ้! มีอาจารย์อีกหนึ่งท่านที่โรงเรียนได้คัดสรรมาใหม่เพื่อมาสอนวิชาเคมี ...

ขอไม่พูดอธิบายล่ะกัน ว่าการสอนนั้นเป็นอย่างไร ...
แค่รู้สึกว่าอยากจะลาออกจากโรงเรียนไปเรียนพิเศษอย่างเดียวให้มันรู้แล้วรู้รอดไป
(พอได้มาเรียนวิชาเคมีในระดับมหาลัย ถึงได้รู้ว่าท่านอาจารย์ได้ขนเอาเนื้อหาการสอนมาจากไหน)

เพื่อน ๆ ในช่วงนั้น หลายคนสอบเทียบผ่านแล้ว เหลือแต่เพียงแค่ยื่นจบปลายเทอม บางคนก็ติดอยู่
อีกแค่ 1-2 วิชา สอบอีกทีก็น่าจะผ่านได้ไม่ยาก ซึ่งก็ค่อนข้างแน่นอนที่จะได้ไปสอบเอ็นทรานในปีนี้
แต่ละคนก็ค่อนข้างมีวิถีทางเป็นของตัวเองในการเตรียมสอบเอ็นท์ ถ้ายังการจำแบ่ง 3 กลุ่มหลักได้
(เด็กเรียน เด็กธรรมดา เด็กหัวโจก) จะพบว่าตอนนี้จะเห็นเป็นกลุ่มที่แตกต่างกันได้แค่ 2 กลุ่มเท่านั้น
คือ กลุ่มเด็กเรียน หมายถึงเด็กที่เรียนหนังสือ และ กลุ่มเด็กไม่เรียน หมายถึงเด็กที่ไม่เรียนหนังสือ
ซึ่งยังแบ่งเป็นลักษณะย่อยได้อีกคือ มาเรียนแต่ไม่สนใจเรียนไม่มาเรียนทั้งวัน ไม่มาเรียนเต็มวัน

คงจะพอนึกสภาพของห้องเรียนในขณะนั้น และสภาพอารมณ์ของคุณครูที่เข้ามาสอนในแต่ละวิชาได้
บางทีที่เขาว่าการสอบเทียบมันมีข้อเสีย ก็คงจะเกี่ยวกับเรื่องนี้แหละ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชั้นเรียนที่มี
จำนวนนักเรียนไม่มากนัก ก็จะยิ่งเห็นความเลวร้ายได้ชัดขึ้น

และในที่สุด การสอบปลายปลายภาคก็ผ่านพ้นไปด้วยดี ท่ามกลางความโล่งอกของครูบาอาจารย์
ทั้งหลายแทนที่จะเป็นนักเรียน เพราะตัวนักเรียนน่ะเฉย ๆเพราะส่วนใหญ่สอบเทียบได้หมดแล้ว
ผลสอบจะออกมายังไงก็ไม่สน (คุ้น ๆ ว่าเคยคิดอย่างนี้มาก่อนนะ) เลยกลายเป็นการแข่งขันระหว่าง
กลุ่มเด็กเรียนที่สอบเทียบได้แต่ยังตั้งใจเรียน กับเด็กที่ไม่สอบเทียบที่ยังพอมีอยู่ ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่า
เด็กกลุ่มหลังจะถูกนิยามเป็น "เด็กเกือบดี" (ตามที่ได้เล่าไว้ในตอนก่อน ๆ) ไปโดยปริยาย

ซึ่งผลมันจะออกมาเป็นอย่างไร มันก็ผ่านไปแล้ว ไม่มีใครสนใจแล้ว เหลืออีกเหตุการณ์เดียวเท่านั้น
ที่ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนที่มีความรู้ระดับใด ไม่ว่าแตกต่างกันแค่ไหน เด็กเรียนหรือไม่เรียน เก่งหรือไม่เก่ง
(คงเหมือนอย่างเดียวคือการสอบเทียบได้แล้ว)
กำลังตั้งตารอคอยการมาถึงอย่างตื่นเต้น แทบตาย

เอ็นทรานซ์ครั้งแรกของพวกเขา ... และครั้งที่สองของตัวเรา ...

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ส่งการบ้านเเล้วนะคะ

#1 By KusaYoshi on 2007-03-22 10:49

ขอบคุณมากคร้าบ

#2 By oatato on 2007-03-22 13:58

หาเอ็นทรี่ไม่เจอ ค้นได้


กำลังโหลดข้อมูลในบล็อก

Recommend