การเสพย์ความทุกข์

posted on 19 Nov 2007 22:19 by oatato in Thoughts

จริงหรือไม่ ที่คนเราทำอะไรจนเคยชินก็มักจะติดเป็นนิสัยประจำตัว
ไม่เว้นแม้แต่ในเรื่องของการกำหนดมุมมองให้กับชีวิตและสิ่งรอบข้าง

คนที่มองโลกในแง่ดีก็มักมองอะไรในด้านดีอยู่เสมอ
ดังนั้น ไม่ว่าชีวิตของเขาจะตกต่ำอยู่ในห้วงแห่งความมืดมนสักเท่าใด
พวกเขาก็จะยังคงกักเก็บความสุขไว้ในใจ ถึงไม่มาก แต่ก็มีอยู่ไม่ขาด

หากว่าคนที่หมั่นมองอะไรในแง่ร้าย พร้อมด้วยความกลุ้มกังวลอยู่เป็นนิจ
ถึงแม้ว่าในชีวิตดูเหมือนจะถึงกาลโอกาสที่จะพาลพบกับความสุขได้เสียที

แต่หากใจตัวไม่เคยคิดเปลี่ยนมุมมอง เพื่อหาเหตุปลดเปลื้องทุกข์ออกไปจากใจแล้ว
สิ่งที่ดลบันดาลความทุกข์ต่าง ๆ เหล่้านั้น ก็จะยังคงวนเวียนอยู่ไม่ช้าไกล

ถึงแท้จริงจะไม่ แต่ในจิตของใจกลับยังคงสะสมความทุกข์อยู่มากมายนับก่ายกอง
แม้ปัญหาหนึ่งถึงหมดไป ก็มักพาลจะหยิบฉวยปัญหาใหม่ ๆ ใส่ตัวอยู่เรื่อยไปมิได้ขาด

จึงขอเรียกคนเหล่านั้นว่า พวกเสพย์ติดความทุกข์

และหากว่าพวกเขาช่างหมั่นสรรหานำพาสิ่งเลวร้ายเหล่านั้นเข้าสู่ตัวเอง
โดยปราศจากการเลิกลดงดเว้น สิ่งนั่นก็จะตามติดตัวตราตรึงไปตลอดกาล

Comment

Comment:

Tweet

^
^
เห็นด้วยครับ ในแง่มุมของความสุขก็เช่นกัน
เมื่อได้เสพสิ่งใดจนติดแล้ว ก็ย่อมหลงใหลวนเวียน
อยู่ในวัฏจ้กรของสิ่งนั้นเป็นธรรมดาของสัตว์โลก

และก็เห็นด้วยอีกเรื่องครับ ว่าเขียนยาวจริง
อะไรกันนี่

#20 By oatato on 2008-03-06 21:46

เสริมนิดนึง

happiness นี่
คนเข้าใจผิดเยอะ คิดว่าเป็นของดี
ความจริงก็เป็นของอันตรายไม่แพ้ความทุกข์นะคับ

เวลามีความสุข มันก็อร่อยดี พอใจดี ปลื้มดี
แต่เมื่อความสุข เสื่อมไป คลายไป หายไป
ไม่คงสภาพเป็นอย่างเดิมต่อไปอีก
คนก็เกิดความทุกข์จากการเสียไปซึ่งสภาพสุขนั้นๆ
เสียของรัก ..ว่าอย่างนั้น

คนเราก็มักจะอยากมีความสุขตลอดเวลา
อยากได้คืนความสุขที่เคยมี อยากหวลคืนเวลาดีๆเหล่านั้น
..อยากมีอยู่ในสภาวะที่พึงใจตัวเอง อย่างนั้นตลอดไป

แต่คนมักเข้าใจผิด ..
ว่าสภาพธรรมดาของสรรพสิ่ง ทั้งที่จับต้องได้ เช่นรูปกาย สิ่งของ
และจับต้องไม่ได้ เช่น อารมณ์ เกียรติยศ ความรัก ความซื่อสัตย์
..ล้วนแล้วแต่มีเสื่อมดับ ตามระยะเวลาที่แล้วแต่จะเป้นไปของมัน
ความสุขก็ไม่จีรัง ... เมื่อมันถึงเวลาจากไป ...
เราจะมีความทุกข์อันใหม่เพิ่มขึ้น

การไขว่คว้าหาแต่ความสุขอย่างเดียว หรือเพื่อมาชดเชยความทุกข์
ให้ความสุขมันช่วยให้เราลืมๆ กลบๆ ฝังๆ ความทุกข์ต่างๆลงไป
จึงเป็นการหนีเสือ ปะจรเข้


.. ความสุข เ็้ป็นแค่การประวิงเวลา
ผ่อนคลายอารมณ์จิตใจ ให้คลายตัวลงชั่วขณะ
ช่วยให้ลืมทุกข์อันหนึ่ง
แต่เมื่อเสียความสุขนั้นไป ความสุขนั้นหมดไป
แตจะ็ต้องพบทุกขือีกอันหนึ่ง
..แล้วเราก็จะหาความสุขอันใหม่มากลบความทุกข์อันนี้ ..
.. เมื่อความสุขอันใหม่จบลง ก็จะได้ทุกข์อันใม่อีก..
..แล้วเราก็จะหาความสุขอันใหม่มากลบความทุกข์อันนี้ ..
..... เป็นสภาวะงูกินหาง ยุ่งเหยิงกันไปไม่จบ


ทางออกที่แท้ของคนธรรมดา
คือ การอยู่ตรงกลาง
รู้ทันทั้งสุขและทุกข์

ว่าเวลามีความสุข...
จะยิ้มแฉ่ง ทำปากเหวอเป็นนางงามได้มงกุฎ
ก็ทำได้ ตามปกติชน คนธรรมดาเขาธรรมกัน
แต่ต้องรู้ทัน ความไม่เที่ยงของมัน ความเป็นแต่นามธรรมของมัน
ไม่หวือหวาหลงไหลกับมันมาก ไม่มัวเมาความสุขมาก

เวลามีความทุกข์ก็ อาจจะจิตตกกันได้บ้าง
ทำปากเหยเก ร้องกริ๊ด เหมือนนางงามโดนกระชากมงกุฎ
ก็ทำได้ ตามปกติชน
แต่เมื่อนึกขึ้นได้ ก็ต้องรู้เท่าทันว่า ถึงอย่างไร ทุกข์ก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน
มันถึงเวลาของมัน มันก็หายไปเอง
จะปล่อยอารมณ์ให้ฟู้งซ่าน เอาเป้นเอาตายกับมัน
ก็ไร้ประโยชน์

การที่เราจะไปเพ่งเล็งแต่การหาความสุข
และพยามรักษาความสุขไว้อย่างนั้น

หรือ...
การปฎิเสธความทุกข์ที่เข้ามาเป็นปรกติของโลก
และประสงค์จะกีดกัน กำจัดความทุกข์ ให้สิ้นไปเลย ตามใจนึกนั้น
ล้วนแล้วแต่เป้นความสุดโต่ง

สุขนิยม .. ทุกข์นิยม
นิยมแต่สุข .. ไม่นิยมทุกข์
ซ้ายจัด .. ขวาจัด
ตึงจัด ... หย่อนจัด
ก็เป็นความทุกข์ด้วยเหตุนี้

ทางออกคือฝึกฝนจิตใจ ให้รู้เท่าทัน
สภาพธรรมดา ธรรมชาติ ของสรรพสิ่ง
ว่าทั้งสุข และ ทุกขื ไม่ใช่ของที่เที่ยงแท้แน่นอน

ไม่มีใครครอบครองความสุข ปฎิเสธความทุกข์ ได้ตลอดไป
ไม่มีใครครอบครองความทุกข์ ปฎิเสธความทุกข์ ได้ตลอดไป

ต้องฝึกให้มีจิตใจสงบ อยู่ตรงกลาง
ทั้งสุข และ ทุกขื ไม่ใช่ของจริง ของเที่ยง

แล้วความสุขที่เหมือนโคลนสีสดสวย ก็จะเปื้อนให้เราหลงมัวเมาได้ยาก
และความทุกข์ที่เหมือนโคลนสีสกปรก ก้จะมาเกาะทำใจให้หมองหม่นได้ยาก

เราจึงเรียกว่าสภาวะที่จิตใจ
สะอาดจากการแปดเปื้อน ทั้งความทุกข์และความสุข
ว่า .. ใจที่สะอาด ผ่องแผ้ว

ซึ่งคือหัวใจหลัก ข้อที่สามของศาสนาพุทธ ...
..."ทำให้ให้บริสุทธิ์ ผ่องใส"... คือความสะอาด

สงบ..คือไม่ไหวติง ตื่นเต้น ดีใจ หรือจิตตก ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น (ทั้งสุขและทุกข์)
ส่วาง...คือ มองเห็นสภาพสัจธรรมของสรรพสิ่ง
ความไม่เที่ยงของทั้งความสุข และความทุกข์
ความไม่ใช่ของจริงของสรรพสิ่งทั้งหลาย


ถ้าทำได้ ใสสะอาด หมดจด เราเรียกว่า มีสภาพเป็นนิพพาน
คือหมดเชื้อสุข เชื้อทุกข์ ไม่มีอะไรจะมาสั่นคลอนจิตใจ
ทำให้ใจหลุดจากความสงบมั่นคง
นำมาซึ่ง ความสงบ สว่าง ..


แต่คนธรรมดาอย่างเรา ไม่ต้องทำให้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์
อย่างที่กล่าวมา
เราไม่ได้อยากเป็นพระพุทธเจ้า

เอาแค่เส้นทางเดียวกันนี้
ก็จะพบว่า ... นี่หละ ...
ความสุขที่แท้
คือความสงบในใจที่เกิดจากการู้ทันสภาพธรรมดา ธรรมชาติ ของสรรพสิ่ง


อ้าว.. ดูตัวเองแล้ว ..
เขียนยาวจัง..
เป็นไรมากปะเนียะ ตู ..


#19 By Kamin's Musix on 2008-03-04 13:41

อะไรเนี่ย big smile มีด้วยเหรอ สุขที่สุดกับทุกข์ที่สุด ในสุขก็มีทุกข์ ในทุกข์ก็มีสุข...หากันให้เจอ เจอเมื่อไรก็พ้นเมื่อนั้นsad smile

#18 By ตุ้มเป๊ะ on 2007-11-20 22:52

เด็กๆ มักจะมองโลกในแง่ดีก่อนเสมอ แต่สิ่งแวดล้อม ทั้งสังคม และครอบครัวจะค่อยๆ