เพื่อนที่หายไปกับกาลเวลา
posted on 25 May 2008 21:35 by oatato in Thoughts
ได้รับสาสน์สมาคมศิษย์เก่าของโรงเรียน เห็นภาพงานเลี้ยงรุ่นของรุ่นน้องรุ่นถัดไป 1 ปี
ถึงจะรู้จักกันไม่มากนักเพราะเป็นคนละรุ่นกัน แต่ยังไงเวลาเดินผ่านกันไปมาำสมัยเรียน
ก็เลยทำให้พอจะจำหน้าได้บ้าง ส่วนบางคนก็จำได้เป็นพิเศษ เพราะเป็นคู่ขา เอ๊ย เป็น
คู่ประลองฝีมือปิงปอง ซึ่งต้องมาแข่งขันเพื่อชิงโต๊ะเล่นเป็นประจำตอนช่วงพักการเรียน
(เนื่องจากโต๊ะปิงปองมีจำกัด 10 โต๊ะ แต่คนเล่นเยอะมากราวกับว่าเป็นกีฬาประจำโรงเรียน)
ได้เห็นกันอีกทีในรูปเมื่ออีก 10 กว่าปีถัดมา พบว่าทุกคนเปลี่ยนไปตามวัยและกาลเวลา
แต่สีหน้าทุกคนดูมีความสุขที่ได้กลับมาเจอกันอีก ราวกับว่าวัยเด็กนั้นได้หวนกลับคืนมา
อีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่ไม่นานนักก็ตาม แต่เชื่อว่ามันจะยาวนานกว่าเวลาของ
การใช้ชีวิตตามปกติไปวัน ๆ อย่างแน่นอน ... ทำไมข้าพเจ้าถึงเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น?
พอเห็นรุ่นน้อง ก็ย้อนกลับมานึกถึงรุ่นพี่พวกมัน นั่นก็คือรุ่นข้าพเจ้าเอง กับผองเพื่อน
ซึ่งไม่รู้เป็นอย่างไรกันบ้างตอนนี้ เราไม่มีงานเลี้ยงรุ่นในแบบเป็นทางการมานานแล้ว
ในช่วงที่ได้จบ ม.6 กันมาใหม่ ๆ ถึงทุกคนจะแยกย้ายกันไปเรียนตามสถาบันต่าง ๆ
แต่เราก็หาเวลาและสถานที่พบปะกินเลี้ยงกันทุกปี และก็เป็นอย่างนั้นเรื่อย ๆไปจน
กระทั่งถึงช่วงรับปริญญาของแต่ละคน และนั่นดูเหมือนจะเป็นครั้งสุดท้ายของการ
พบปะกันของพวกเรา
แต่ละครั้งที่ได้เจอกัน สังเกตได้ไม่ยากว่าแต่ละคนนั้นมีมุมมองที่เปลี่ยนแปลงไป
ไม่เว้นแม้ตัวข้าพเจ้าเอง ซึ่งคงเป็นเรื่องปกติที่คนเราย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตาม
กระแสสังคมใหม่ ๆ ที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วม ต่างคนต่างมีเพื่อนใหม่ที่อยู่ในสาขาวิชา
เรียนเดียวกัน มีจุดมุ่งหมายและมีเป้าหมายที่ต้องการไขว่คว้าเหมือนกัน
นั่นคงเป็นเหตุผลที่ทุกคนต้องยอมรับ ว่างานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา
และเช่นเดียวกัน กลุ่มเพื่อนในมหาลัยก็ยังคงหนีวัฏจักรแห่งกาลเวลาไปไม่พ้นอยู่ดี
หลังจากที่ทุกคนก็ต่างแยกย้ายกันไปทำงาน และได้ออกไปสู่สังคมใหม่ในอีกระดับ
ที่จะต้องเผชิญชีวิตในโลกแห่งความจริง การหาเลี้ยงชีพและสร้างความมั่นคงในชีวิต
แล้วทุกคนก็แยกย้ายกันไป กลับมาพบปะกันบ้างตามวาระ สุดท้ายก็เหลือแค่เพื่อนที่สนิท
แค่ไม่กี่คนที่ยังติดต่อกันอยู่ ซึ่งก็แน่นอน แต่ละคนก็เปลี่ยนไปตามสังคมของพวกเขาเอง
หากจะเปรียบกันไป ก็คงเปรียบเหมือนกับละครเก่าที่เอามาทำใหม่ ฉากใหม่ ตัวละครใหม่
แต่บทละครและการดำเนินเรื่องยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และเป็นเช่นนี้เรื่อยไป
เคยมีคนบอกว่าเพื่อนคนสุดท้ายที่จะเหลืออยู่ในชีวิต นั่นก็คือคู่ชีวิตของเราเอง
มันคงจะเป็นเช่นนั้นได้จริง หากเราพบคู่แท้ที่จะอยู่ร่วมกันไป
ตราบจนวันตายที่จะมาพรากจากกัน
แล้วจะหาเจอไหม แบบนั้นน่ะ
. . .
ถึงจะไม่มีการเลี้ยงรุ่นกันอย่างจริงจัง แต่ในที่สุดก็ได้มีการมารวมตัวพบปะเจอกันมากมาย
ของเพื่อนเก่าหลายคนกันอย่างที่ไม่คาดคิด ในงานแต่งงานของเพื่อนคนหนึ่งเมื่อ 2 ปีก่อน
(ถือว่าเพื่อนคนนั้นได้พบเจอเพื่อนคนสุดท้ายที่จะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิตแล้วล่ะสิ)
ซึ่งถ้าใครที่ได้ไปงานในวันนั้นแล้วโชคร้ายมาได้ที่นั่งแถว ๆ โต๊ะเพื่อนโรงเรียนเก่าของเจ้าบ่าว
แล้วล่ะก็ อาจจะได้ปวดตับไตไปกับเสียงสนทนาเซ็งแซ่กันอย่างเมามันระเบิดเถิดเทิง
ราวกับฝูงนกเพนกวินที่เพิ่งตื่นตระหนกอย่างเริงร่า จากการหลับจำศีลมายาวนานนับสิบกว่าปี
ณ เวลานั้นเอง ที่ข้าพเจ้าได้เห็นสีหน้าทุกคนดูมีความสุขที่ได้กลับมาเจอกันอีก เป็นความรู้สึก
ของวัยเด็กที่สนุกสนานได้หวนกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งถึงแม้ว่ามันจะเป็นช่วงเวลาที่ไม่นานนัก
แต่มันก็ช่างยาวนานกว่าเวลาของการใช้ชีวิตตามปกติไปวัน ๆ อย่างน่าประหลาดใจ
ทีนี้คงเข้าใจแล้วใช่ไหม ว่าทำไมข้าพเจ้าถึงเชื่อเช่นนั้น
ในฐานะรุ่นพี่ คงไม่ยอมปล่อยให้รุ่นน้องได้รับรู้ความรู้สึกแบบนั้นไปก่อนหรอกเว้ย 555
แสดงว่าจะมีข่าวดี
แล้วปอนต้องทำตัวยังไงเนี่ยะ


เคยมีคนบอกว่าเพื่อนคนสุดท้ายที่จะเหลืออยู่ในชีวิต นั่นก็คือคู่ชีวิตของเราเอง
มันคงจะเป็นเช่นนั้นได้จริง หากเราพบคู่แท้ที่จะอยู่ร่วมกันไป
ตราบจนวันตายที่จะมาพรากจากกัน
สงสัยจะหาไม่ได้
#1 By General เบ๊ on 2008-05-26 22:19