นักดนตรีจำเป็น

posted on 27 Jul 2008 00:36 by oatato in Life

เมื่อวานออกไปซ้อมดนตรีที่บ้านเพื่อน ( สำหรับใครที่รู้จัก มันชื่อเจ้าอู๋ )

เนื่องจากจะมีโปรแกรมคอนเสิร์ตเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า วู้ฮู้

เรียกว่าคอนเสิร์ต อาจจะฟังดูดีเกินเหตุใช่ไหม เออ ผมก็ว่าอย่างนั้นเหมือนกันล่ะ

ที่มาก็คือ เพื่อนคนนี้เกิดไปได้รับสิทธิพิเศษ (ความจริงอาจเกิดจากการบังคับขู่เข็ญก็ได้)
ในการไปร้อง เต้น เล่นดนตรีในงานแต่งงานของเพื่อนสนิท ซึ่งคาดว่าคงใช้งานแต่งงาน
เพื่อนเป็นเรื่องบังหน้า ที่จริงจะแอบสร้างชื่อเสียงโดยเปลี่ยนงานให้เป็นเวทีเดอะสตาร์กันไปเลย

รายการเพลงที่จะเล่นในงานรวมแล้วน่าจะเกิน 40 กว่าเพลง ฟังแล้วขนลุก

แล้วนี่มันก็มาชวนไปเล่นดนตรีในงานนั้นด้วย 

เอาวะ กล้ามาชวนก็กล้าไปเล่น สรุปว่าตูก็อยากดังเหมือนกันล่ะมั๊งนี่

. . .

"กล้ามาชวน ก็กล้าไปเล่น"

ประโยคนี้ทำให้นึกถึงเหตุการณ์บ้า ๆ บอ ๆ อีกเหตุการณ์หนึ่งตอนสมัยอยู่มหาลัย

ถ้าจะเกริ่นนำก็คงจะเริ่มมาจากความบังเอิญบวกกับความจำใจที่ผมต้องเข้าไป
เป็นสมาชิกในวงดนตรีของรุ่นพี่ปี 3-4 เนื่องจากไม่มีใครที่เล่นคีย์บอร์ดได้ในตอนนั้น
แล้วเขามารู้ว่าผมเล่นได้ เลยชวนให้ไปช่วยเล่นในวง (ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจ
กันก่อนว่า การเล่นได้กับเล่นเก่งมันคนละเรื่องกัน)

เลยได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการประกวดดนตรี (วงสตริง) ตั้งแต่อยู่ปี 1 ไปเรื่อย ๆ จนถึงปี 3
เผลอแป๊บเดียวสมาชิกวงดั้งเดิมเรียนจบกันไปหมด ก็เลยคิดว่าน่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสม
ที่สุดแล้ว ที่จะหยุดเล่นเสียที ...

ดังนั้นพอขึ้นปี 4 ผมก็ตัดสินใจขอไม่เล่นในวงของพวกน้อง ๆ ด้วยเหตุผลก็คือ
ไม่มีเวลาไปซ้อมได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากต้องการใช้เวลาให้กับการเรียนในปีสุดท้ายให้มากขึ้น
แถมจะต้องเตรียมตัวหาข้อมูลสำหรับทำวิทยานิพนธ์ (เสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีได้อย่างมาก)

แต่ก็มีเรื่องที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นมา จนต้องทำให้ต้องขึ้นประกวดได้

. . .

มีเพื่อนในรุ่นอยู่ 2 คน ที่เคยเริ่มหัดเล่นกีต้าร์ก๊องแก๊งอยู่ในภาคเป็นประจำตั้งแต่ปี 1
เกิดรู้สึกว่าตัวเองน่าจะมีความพร้อมที่จะลงประกวดวงประเภทโฟล์คซอง (กีต้าร์ล้วน)

(ตอนนั้นผมแอบคิดว่า ถ้ามันไม่เรียนหนักจนเสียสติ มันก็คงอยากจะทำอะไรพิเรน ๆ
ที่เคยอยากทำก่อนที่จะจบออกไปจากที่นี่ ให้เป็นที่จดจำของเหล่าน้อง ๆ ทั้งหลาย)

นั่นคงเป็นความเข้าใจส่วนตัวของมันว่า การทำวงดนตรีนั้นเหมือนกับการฝึกทำอาหาร
แค่หัดเล่นหัดร้องแค่ไม่กี่อาทิตย์ เดี๋ยวก็เก่งได้เอง

พวกนั้นมาขอให้ผมเป็นโปรดิวเซอร์ให้ (ฟังดูดีอีกแล้ว) ซึ่งหน้าที่หลัก ๆ ก็คือช่วยเลือกเพลง
ที่น่าจะเอาไปร้อง ช่วยสอนเทคนิคกีต้าร์ให้ (เมิงคิดว่ากูเล่นกีต้าร์เ่ก่งนักเหรอไงเนี่ยะ?)
รวมถึงการร้องนำ และแนวร้องประสานในช่วงร้องที่จำเป็น ดูมีหลักการมาก

ส่วนสถานที่ซ้อม เพื่อนบอกก็ไม่ต้องไปที่ห้องซ้อมไหน ใช้กีต้าร์อย่างเดียว
แค่เปิดหนังสือเพลงเล่นบ่อย ๆ ในห้องภาคก็พอแล้ว

ส่วนคนที่จะมาเป็นนักร้องก็คือตัวมันเอง ในฐานะนักร้องฝ่ายชาย
ส่วนนักร้องฝ่ายหญิงก็ไปเลือกเฟ้นมาอย่างดี สาวคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนอื่นไกล
ก็คือเพื่อนที่เป็นเด็กเรียนดีอันดับที่หนึ่งประจำห้อง เรียนดี มรรยาทดี หน้าตากลม ๆ ใส่แว่น
สิ่งที่ไม่เคยเห็นเธอเคยทำเพียงอย่างเดียวตั้งแต่อยู่มา 4 ปีคือ การร้องเพลง ก็เท่านั้นเอง

นี่จะไปประกวดดนตรีนะเฟ้ย! ไม่ใช่ประกวดมิสยูนิเวอร์ซิตี้ หรือไปตอบปัญหาวิชาการที่ดูไบ

เอาซี่ ... กรูอาจจะเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายจนเกินเหตุไปก็ได้

กรูจึงไม่ควรที่จะรีบประเมินอะไรให้ดูเลวร้ายไปล่วงหน้าก่อนที่จะเห็นความสามารถที่แท้จริง

งั้นลองดูละกัน...

แล้วก็มีเซอร์ไพร์ซเล็กน้อย เพราะถึงความสามารถในการร้องเพลงของเธอจะไม่หรูหรา
เทียบเท่ากับระดับของจินตรา พูนลาภ หรือ ทาทายัง แต่เธอก็ร้องใช้ได้ในระดับหนึ่งล่ะ
ถ้า่ร้องไม่เพี้ยน แต่เพื่อนคนที่เล่นกีต้าร์ก็ช่วยร้องประสานนำทางให้อยู่แล้ว

 

หลังจาก 2-3 อาทิตย์ผ่านไป ผลที่ได้ก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดซะทีเดียว

ยิ่งช่วงที่ใกล้การแข่งขัน ผลงานจากการซ้อมก็ออกมาอยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ
และด้วยความสนุก ผมก็ถือโอกาสพกกีต้าร์ไปเล่นแจมตอนซ้อมด้วย

จนถึงวันประกวด ไอ้เพื่อนคนเล่นกีต้าร์เกิดอาการตื่นเต้นประหม่าจากการไม่เคยขึ้นเวที
ไปแสดงอะไรที่ตัวเองเพิ่งหัดมาใหม่ ๆ ต่อหน้าผู้ชมนับพัน ก็เลยเกิดไอเดียว่าจะหาคน (เหยื่อ)
ที่จะไปช่วยกันยืนบนเวทีหลาย ๆ คนเพื่อที่จะได้ไม่เหงาโดดเดี่ยวตอนกดคอร์ด A Minor

แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่ยิ่งทำให้มันเกิดภาวะมาคุกดดันขึ้นอีกหนึ่งขีดแดง
เมื่อรู้ว่าผลการจับฉลากลำดับที่จะต้องขึ้นไปเล่นนั้น

. . . วงของมันเริ่มเป็น วงแรก

ก่อนการประกวด 1 ชั่วโมง มันเลยมาบอกว่าไหน ๆ ก็ช่วยซ้อมกันมาตั้งแต่ต้นแล้ว
ขอให้ช่วย ๆ ขึ้นไปเล่นด้วยละกัน ดนตรีจะได้แน่น ๆ นะ นะ นะ

ผมบอกว่า "เ้ฮ้ย เค้าไม่ให้คนที่ไม่ได้สมัครขึ้นไปเล่นเว้ย"
มันบอกว่า "อ๋อ กูกรอกชื่อมึงไปด้วยตั้งแต่ตอนสมัครแล้วล่ะ เผื่อไว้"

. . . แผนสูงเชี่ย ๆ นะเมิง แสรด

กล้าชวน ก็กล้าขึ้นไปเล่น ไม่อายอยู่แล้ว

 

ถ้ารู้ก่อนมาเรียนก็คงดี เพราะวันนั้นผมจำได้ว่า ตัวเองแต่งตัวดีมาก
ถอดแบบแฟชั่นของผู้ที่ใช้ชีวิตในระหว่างสงครามเวียดนามมาแบบเป๊ะ ๆ

เสื้อช็อปเก่า ๆ ไม่ค่อยได้ซัก อายุ 4 ปี ใส่ทับเสิ้อยืดยับ ๆ พอกันกับกางเกง
ก้าวเดินไปมาอย่างมั่นใจ พร้อมกับรองเท้าแตะบาจาคู่ใจ

แค่เสื้อผ้ามันก็ออกแนวเลวร้ายพออยู่แล้ว เลยต้องไปขอยืมรองเท้าเพื่อน
ที่ยังไม่รีบกลับมาใส่ชั่วคราว (ส่วนถุงเท้าไม่ต้อง กลัวเท้าติดกลิ่นตุ ๆ)

เออ โทรม ๆ อย่างนี้แหล่ะ แนวประชดสังคมดี (กูประชดเมิงด้วย เพื่อนเอ๋ย)

. . .

งานประกวดเริ่มต้น สปอตไลท์สาดส่องมาบนเวที ท่ามกลางสายตาผู้คนนับพัน

ใครที่ได้เห็นวงแรกที่ขึ้นไปเตรียมเล่นบนเวที อาจสัมผัสถึงความไม่เข้ากันสุด ๆ เช่น

- นักร้องสาวสดใสใส่ชุดนักศึกษาเหมือนเตรียมไปประกวดตอบปัญหาทางวิชาการ
- คนเล่นกีต้าร์หนึ่งคน แต่งตัวเหมือนไปสัมภาษณ์งาน
- อีกคนใส่ชุดลำลองแบบสบาย ๆ พอดูได้
- คนสุดท้ายใส่เสื้อยืด กางเกงยับ ๆ สวมรองเท้าไม่เข้ากับชุด ถ้าดูดีดีจะเห็นว่าไม่ใส่ถุงเท้า

แต่สิ่งที่เห็นนั้น มันเป็นแค่จุดเริ่มต้นแบบชิว ๆ เท่านั้น ทุกสิ่งยังเลวร้ายได้อีก

. . .

เริ่มต้นเพลงแรก...ร้องชายเดี่ยว

นักร้องชายตัวแสบที่จะต้องร้อง