แปลกไหมถ้าผมจะสะสมเม้าส์ (Mouse)
เป็นการสร้างเสริมความสุขเล็ก ๆน้อย ๆ ในชีวิต
ทำไมเนี่ยะ? ไม่มีอย่างอื่นจะเก็บหรือไง?
อาจจะเป็นเพราะปมด้อยตั้งแต่สมัยตอนเรียน เป็นเด็กมีปัญหา ขาดความอบอุ่นทางการใช้เม้าส์
เข้าไปใช้คอมพ์ในห้องคอมพ์ทุกครั้งมักจะเจอแต่เม้าส์เก่า ๆ พัง ๆ
เวลาจะใช้ทีนึง ถ้าอยากให้มันวิ่งไปอย่างราบรื่นไร้อุปสรรคบนหน้าจอ
ต้องจับมันเคาะแล้วเคาะอีก เหมือนไล่ราหูตอนมีสุริยปราคาเต็มดวง
ไหนยังต้องจับเอาลูกกลิ้งออกมาแล้วทำความสะอาดตรงแกนหมุนข้างใน
ทำตัวดีได้ไม่เท่าไหร่ พอใช้ไปไม่ถึงอาทิตย์ มันติด ๆ หยุด ๆ อีกแล้ว ฟะ
โรคกระตุกนี้มันลามมาถึงเม้าส์ของเครื่องคอมพ์ที่บ้าน ที่เค้าแถมฟรีให้มากับเครื่อง
ตอนที่ได้มาใหม่ ๆ ก็ทำวิ่งลื่นไหลปู๊ดป้าดได้ดังใจนึก คลิ๊กเป็นคลิ๊กได้ตามใจปราถนา
พอใช้ไปไม่ถึง 6 เดือน อาการท้องผูกเริ่มมาเยือนให้เห็น มือเลื่อนเม้าส์ไป 1 เมตร
มันเลื่อนไปไกลถึง 1 นิ้ว ปุ่มคลิ๊กเริ่มไม่ทำงาน กดอย่างเดียวไม่ได้ผล ต้องบดขยี้ปุ่ม
อย่างเมามันไปสักพักแล้วมันจะเริ่มรับคำสั่ง เดาว่ามันเป็นเม้าส์ซาดิสม์ ชอบความรุนแรง
ทนไม่ไหวแล้ว แงะมันเป็นชิ้น ๆออกมาดู แต่ดันประกอบกลับเข้าไปไม่ได้รูปร่างเหมือนเดิม
ก็เลยไปซื้อเม้าส์อันใหม่มาแบบราคาย่อมเยาว์ พอใช้ไปครบระยะ 10,000 กิโล หรือ 6 เดือน
มันก็เกิดอาการเหมือนเดิมอีกแล้ว ตอนนั้นเลยคิดว่า วงจรชีวิตของเม้าส์ทั่วไปโดยเฉลี่ย
น่าจะเป็นประมาณ 6-12 เดือน
พอเม้าส์ราคาย่อมเยาว์เริ่มพังอีกรอบในตอนช่วงเริ่มทำงานมีเงินติดกระเป๋าเป็นของตัวเอง
เลยอยากยกระดับไปใช้ชีวิตแบบไฮโซ เลยไปซื้อ Microsoft Mouse ดีไซน์หรูถนัดมือมาใช้
โอ้ มันยอดมาก ค้นพบปรากฎการณ์ใหม่แห่งวงจรชีวิตเม้าส์ เพราะมันทำงานได้อย่างราบรื่น
มาตลอด5 ปีของการใช้งานโดยไม่ต้องควักลูกกลิ้งออกมาทำความสะอาดเลยทั้งปี มหัศจรรย์จริง ๆ
ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้น ก็แค่เรื่องปุ่มกดเริ่มไม่ทำงาน ต้องใส่ใจคลิกแรง ๆ หน่อยถึงจะพอใช้งานได้
ในเรื่องการเคลื่อนตัวของลูกกลิ้งยังดีราบรื่นเหมือนเดิม

(ขวา)Basic Mouse เม้าส์ตัวแรกที่ใช้ยาวนานคุ้มค่าขนาดโลโก้ยังต้องเลือนหาย
(ซ้าย)Wheel Mouse Opticalเป็นรุ่นแรก ๆ ที่บุกเบิก Optical Technology ในวงการเม้าส์
เม้าส์ตัวถัดมา ที่ซื้อมาก็เพราะตัดสินใจเอาตัวเก่าเอาไปใช้กับคอมพ์ที่ทำงานแทนเม้าส์อันที่
ติดมากับเครื่องที่ร่วงโรยราไปตามวงจรชีวิตของเม้าส์แถมฟรี
เริ่มติดใจในคุณภาพ (แต่ไม่ค่อยติดใจเท่าไหร่ในเรื่องราคา) ก็เลยไปได้ Microsoft มาอีกอันหนึ่ง
มันคือ Wheel Mouse Optical ซึ่งเป็นเทคโนโลยีล่าสุดในตอนนั้น ตื่นตาตื่นใจกับแสงสีแดง
ที่ทำงานได้เหมือนลูกกลิ้งราคาที่ได้นี่พอ ๆ กับตอนที่ซื้อตัวลูกกลิ้ง (ซึ่งแพงได้ใจเหมือนกัน)
ตัวนี้ก็ใช้ได้นานพอสมควร ใช้ไปประมาณ4-5 ปี ปัญหาก็เป็นที่ปุ่มเริ่มไม่ทำงานเหมือนกัน อีกแล้ว
ระหว่างที่กำลังใช้งานตัวที่สองอยู่นั้น ด้านมืดก็เริ่มครอบงำจิตใจ
ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน แห่งหนใด พอได้เห็นเม้าส์แปลก ๆ ออกมาวางขาย
จะเป็นตามร้านค้าจริงหรือร้านค้าออนไลน์ ต้องเปิดเข้าไปดูยั่วกิเลสอยู่ร่ำไป
แถมมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ซื้อโน๊ตบุ๊คมาใหม่ ก็ไปเสาะหาเม้าส์ยี่ห้อเดี่ยวกันมาเสริมบารมี

(ซ้าย)แบบใช้สายจะมีแสงสีน้ำเงินสว่างอยู่ที่ปุ่ม ปุ่มทำงานโดยการดัน ไม่ใช่หมุนเหมือนทั่วไป
(ขวา) แบบไร้สาย ใช้คลื่นวิทยุในการสื่อสาร (ในสมัย BlueTooth ยังไม่เป็นที่นิยม)
สามารถใช้งานได้เป็นระยะไกลประมาณ 10-20 เมตร และทะลุกำแพงได้ (ไม่เห็นจอ จะทำทำไม)
และจากความเดิมเมื่อเม้าส์ (Optical Mouse)ตัวที่สองเกิดมีปัญหาขึ้น ก็ไม่รีรอที่จะหาเม้าส์ตัวใหม่
มาเสริมทัพในทันที (ทำแกล้งลืมไปแล้วว่ามี IBM 2 ตัวบนอยู่) ทีแรกก็ซื้อแบบใช้สายมาใช้งาน
ชีวิตดูเหมือนจะกลับเข้าสภาวะปกติแต่พอไปเห็น Microsoft Desktop Set กระหน่ำลดราคาขึ้นมา
ก็เลยได้ตัวไร้สายมาอีกในอีกไม่กี่เดินถัดมา

(ซ้าย)Wireless Optical Mouse 2.0มาในชุด Desktop Set ที่มาพร้อมกับWireless Keyboard 3000
(ขวา) Comfort Optical Mouse 3000 แบบมีสาย จุดที่น่าสนใจของรุ่นนี้ก็คือ ปุ่มขยายภาพบนหน้าจอ
เหมาะมากสำหรับการทำพรีเซนต์ เพราะสามารถขยายภาพบนหน้าจอในขอบเขตพื้นที่ที่เราต้องการได้
หลังจากนี้คาดว่าชีวิตคงจะอยู่อย่างสงบไปได้อีกซักระยะหนึ่งกับฝูงเม้าส์ที่มีอยู่
แต่ถ้ามีรุ่นเจ๋ง ๆราคาดีดีออกมากระหน่ำลดราคายั่วกิเลสอีกละก้อมันก็ไม่แน่เหมือนกัน
นี่แค่เรื่องของเม้าส์อย่างเดียว แต่ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องแป้นพิมพ์ (keyboard) เลยนะ หุ หุ