Life

ทุกข์งอมแงม

posted on 18 Oct 2012 21:44 by oatato in Life
ความทุกข์
มันก็จัดเป็นยาเสพติดให้โทษอีกประเภทหนึ่งน่ะแหล่ะ

บางคนพร่ำบ่นว่ามันไม่ดี พบเจอกี่ทีก็ไม่ชอบ
แต่ก็ไปยังเสาะหามาเสพในความคิดอยู่เสมอ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตัว ของคนอื่นรอบ ๆ ตัว
หรือแม้แต่เรื่องคนอื่นที่ไม่รู้จักตัวเลยก็มากมาย
 
บางทีเสพย์ทุกข์จนงอมแงมคนเดียวยังไม่เมามันพอ
ใครผ่านมาพบเจอ ยังอุตส่าห์ตัดแบ่งทุกข์นี้ให้เขา
มาให้ร่วมกันเบลอกับสสารอมทุกข์นี้อีกต่างหาก
 
ที่ว่ามันเลิกยาก ที่จริงไม่ใช่เพราะไม่อยากเลิก
แต่คนส่วนไม่รู้ว่ากำลังเสพย์ติดมันอยู่มากกว่า
 
แต่ใครที่เริ่มรู้ตัวแล้ว ก็จงพยายามเลิกเถอะ
จะลองหันไปเสพย์ความเฉย ๆ แทนบ้างก็ยังดี

บอกก่อนว่า ผมขอยืมรูปนี้มาจากเอ็นทรีล่าสุดในวันนี้ของคุณ dunbine มา

รูปใหญ่ไปนิด คลิกดูที่ลิงค์ดีกว่า:
http://www.kishidunbine.com/lof2009-08-27/lof2009-08-27-13.jpg

หลายคนคงสะดุดตากับทรงผมของคนขวาสุดในภาพ เช่นเดียวที่ผมรู้สึก

ถึงจะสะดุดตา แต่บอกตรง ๆ ว่าไม่ประหลาดใจ
เพราะมันเป็นแฟชั่นที่นิยมกันในยุคนี้ ซึ่งเราน่าจะเคยเห็นกันอยู่แล้ว

 

มันทำให้นึกย้อนกลับไปสมัยเรียนมอปลาย สมัยที่ยังแฟชั่นแบบนี้ยังไม่เป็นที่รู้จักกันนัก
เหตุที่นึกเพราะว่ามีเพื่อนที่เรียนอยู่คนนึง มันเป็นผู้บุกเบิกแฟชั่นนี้เข้ามาในโรงเรียนคนแรก
มันจะไม่อลังการเป็นลายเขาวงกตอย่างในภาพ แต่เป็นแค่ริ้วเส้นตรงบาง ๆ 2-3 ริ้วข้างหู
ซึ่งถ้าไม่มองกันชัด ๆ อาจจะไม่เห็น ... เอ่อ แต่อาจารย์เห็นว่ะ

และแล้วในวันถัดมา หัวข้อเรื่องทรงผมพิสดาร ก็ถูกอาจารย์เลือกเอาไปเป็นหัวข้อหลัก
ในการอบรมเทศนานักเรียนยามเช้าหลังเคารพธงชาติ ถือเป็นสีสันของหนึ่งวันธรรมดา

ตอนนั้นพวกเราก็คิดว่ามันแปลก ยอมรับว่ามีการเห็นด้วยกับอาจารย์ว่าทำไมมันจะต้อง
ไปสรรหาอะไรแปลก ๆ เข้าตัวนัก ... แล้วทำไมพวกตูเลยต้องมายืนฟังการอบรมในเรื่อง
ที่พวกกรูไม่คิดจะทำเหมือนที่เมิงทำฟะ

ในที่สุด มันก็ได้เป็นผู้นำแฟชั่นคนแรกเลยจริง ๆ
และเป็นอยู่คนเดียวเลยด้วย ในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนที่จะไปไถกลบให้ริ้วรอยหายไปในวันถัดมา

 

แล้วเวลาก็ผ่านไป ยุคสมัยต่างกัน ความนิยมมีเปลี่ยนแปลง
ตอนนี้ไปเดินแถวสยาม จะต้องเจออย่างน้อยคนนึงที่เล็มผมออกมาแนวนี้
ถ้าไม่ใช่เด็กแนวที่เดินแถวนั้นหลังเลิกเรียน ก็ต้องเป็นคนขายของซักคนล่ะ

พอมาถึงสมัยนี้ที่ผมคิดว่าเคยชินกับมันแล้ว และลองนึกกลับไปถึงทรงผมที่
เพื่อนคนนั้นมันโดนอาจารย์ด่าซะเสียทรง มันก็ทำให้ผมคิดแตกต่างไปจาก
เมื่อก่อนนั้นพอสมควรว่า กะอีแค่มีริ้ว ๆ ข้างหู ๆ แค่นั้น ไม่รู้จะอะไรกันนักกันหนา

บางทีมันอาจจะเป็นสิ่งที่เพื่อนคนนั้นเคยคิดในวันนั้นขณะกำลังโดนอบรมอยู่ก็ได้

 

มาถึงตอนนี้ บางคนอาจอยากรู้ว่า ไอ้เพื่อนล้ำสมัยคนนั้นมันหน้าตาเป็นยังไง
ไม่ยากเลย ลองไป search google ดูละกันครับ เลือกหมวดค้นหารูปภาพ

แล้วพิมพ์คำว่า "โจอี้ บอย" . . . เดี๋ยวก็เจอ

อีกปี

posted on 25 Jul 2009 14:45 by oatato in Life

นี่คืออีกหนึ่งปีที่วกกลับมาหาวันเดือนที่เกิด

คนส่วนใหญ่มักจะบอกว่าเราแก่ลงไปอีกปี
ซึ่งก็คือเรื่องจริง เพราะถ้าเรานับจากวันเกิดเมื่อปีที่แล้ว
เราก็จะแก่ลงอีกหนึ่งปีตามที่เขาพูดกันนั่นแหละ

มันก็อยู่ที่ว่าเราจะเปรียบเทียบอายุของเราอย่างไร เทียบกับจุดตั้งต้นเมื่อใด

ถ้าเรานับจากวันธรรมดา ๆ ของเดือนที่แล้ว  เราก็แก่ลงไปอีกหนึ่งเดือน
หรือถ้าเรานับจากเวลานี้ของเมื่อวาน  ก็จะเรียกว่าเราก็แก่ลงไปอีกหนึ่งวัน
หรือถ้าจะนับจากเวลาที่เริ่มเขียนเอ็นทรี่นี้ ผมก็แก่ลงไปแล้ว 10 นาที

เหมือนกับการมองนาฬิกา คือถ้ามองบ่อยนัก ก็มักจะไม่ได้รู้สึกว่าเข็มนาฬิกา
นั้นเคลื่อนที่ไปจากเดิมมากเท่าไหร่ แต่ถ้าเราไม่ค่อยใส่ใจ ผ่านไปนาน ๆ  ถึงจะ
กลับมาสังเกตอีกที ซึ่งส่วนใหญ่มักจะแอบบ่นในใจว่าทำไมเวลาถึงผ่านไปเร็วนัก

โดยทั่วไป คนเรามักสนใจอายุของตัวเองเป็นพิเศษเมื่อถึงวันเกิดในแต่ละปี
"หนึ่งปี" จึงมักถูกใช้เป็นหน่วยย่อยที่สุด ที่นำไปใช้บ่งบอกค่าอายุของคนทั่วไป
จนบางทีคนเราอาจจะเผลอนึกไปว่าอายุเราเปลี่ยนแปลงไปแค่ปีละครั้ง

แต่อันที่จริง...

คนเราแก่ลงตลอดเวลาต่างหาก

อาลัย

posted on 19 Jul 2009 23:20 by oatato in Life

จินนี่ เป็นหมาที่ทุกคนในบ้านรักมากที่สุดในชีวิต
เช่นเดียวกันกับความรักที่มันได้ตอบแทนกลับมาให้อย่างเต็มเปี่ยม

แต่ความรักก็ไม่ได้ทำให้มันอยู่กับเราได้ตลอดไป

มันเป็นสัจธรรมที่ซักวันก็ต้องมีการจากลา ซึ่งวันนั้นก็มาถึงแล้วในวันนี้

โรคภัยต่าง ๆ จะทำอันตรายเธอไม่ได้อีกต่อไป เพราะเธอเป็นอิสระจากโลกใบนี้แล้ว

ขอให้หลับอย่างสุขสบาย ตลอดกาล

สวมหน้ากาก

posted on 14 Jul 2009 20:19 by oatato in Life

หลายคนที่สวมหน้ากาก ไม่ได้แปลว่าเขาป่วยเป็นโรคอะไร

คนป่วยที่ไม่ได้สวมหน้ากาก ก็'ไม่ได้ทำให้ดูแข็งแรงเหมือนคนปกติเช่นกัน
ตราบใดที่ยังไอให้คนรอบข้างได้ยินอยู่ตลอดเวลา

แค่อยากให้คนอื่นหัดใส่กันบ้าง อย่างน้อยก็เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง
หรือถ้าเกิดเป็นอยู่แล้ว ก็จะได้ไม่ไปแพร่เชื้อให้ผู้อื่น โดยไม่ได้ตั้งใจ (หรือตั้งใจ?)

. . .

นั่งแท๊กซี่ ลุงคนขับแกบ่นเรื่องการสวมหน้ากาก ว่าใส่กันแล้วดูตลก ๆ กันทั้งเมือง
แต่ตัวแกไม่คิดจะใส่ เพราะคิดว่าตัวเองแข็งแรงดี ถึงจะเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องพบเจอ
ผู้โดยสารที่หลากหลาย แต่ถ้าสมมติว่าติดหวัดแล้วเป็นอะไรไปก็ปลงชีวิตไปแล้ว
หากตายก็ไม่เสียดายอะไร ( แต่ผมยังไม่ได้ปลงถึงขั้นนั้นว่ะลุง )

แล้วก็จบท้ายด้วยการบ่นพึมพัมว่า "ทำไมบ้านเรา คนถึงได้ติดหวัดกันเยอะจัง"

ถ้าลุงเค้าสามารถย้อนนึกทวนคำพูดที่พูดมาเมื่อไม่กี่นาทีก่อนได้
ผมว่าลุงเค้าก็คงรู้แล้วล่ะว่าคำตอบนั้นคืออะไร...

 

Recommend