crazy

ไส้อั่ว กับ ผัดสะตอ

posted on 10 Mar 2009 20:29 by oatato in Notes

สิงห์อาหารเหนือพบเสืออาหารใต้

นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ได้มาเจออาหารสองอย่างนี้
มาปรากฏตัวอยู่บนโต๊ะอาหารในมื้อเดียวกัน

ลองสลับกินกันคนละคำมันก็ดูธรรมดาเกินไป

ทานพร้อมกันเลยก็อร่อยดีออก จะแบ่งแยกกันไปทำไม

วันบ้า ๆ

posted on 20 Dec 2007 20:57 by oatato in Messages

คำเตือน:
เอ็นทรีนี้ติด Rate Violence ไม่เหมาะกับเป็นคนขวัญอ่อนจิตตกง่าย
ใครรู้ตัวว่าเป็นอย่างนั้น โปรดข้ามเอ็นทรี่นี้ไป รอเอ็นทรีถัดไปวันหลังเถอะครับ

. . .

ขอจัดหมวดวันนี้ให้เป็นวันบ้า ๆ วันหนึ่งก่อนสิ้นปี

เริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการเปิดไปเจอกระทู้สั่นประสาทบั่นทอนจิตใจ
มีคลิปนักฟุตบอลล้มแล้วคอหัก แต่เส้นประสาทยังค้างอยู่ เลยทำให้
ตัวยังลุกขึ้นวิ่งถอยหลังต่อไปได้อีกหลายสิบเมตรแล้วค่อยร่วงลงตาย

บ่นกับตัวเองทั้งวันว่าไม่น่าเผลอเปิดไปดูเลย หลอนจิตใจแบบโคด ๆ
แต่ก็ทำให้ปลงได้อีกว่าชีวิตนั้นไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอนจริง ๆ แหละ
แข็งแรงดั่งนักกีฬาก็สามารถร่วงล้มหายตายจากไปได้ในชั่วพริบตา

ที่จริงในกระทู้นั้นยังมีคลิปนักฟุตบอลหัวใจวายอีก แต่แค่อันบนก็พอแล้ว -_-'

. . .

ช่วงบ่าย คุยงานไม่รู้เรื่อง ได้ยินแต่เสียงเจ้านายอารมณ์ขุ่นกำลังดุด่าว่ากล่าว
ลูกน้องคนนึงอยู่ มันเป็นมลพิษทางหูในระบบเสียงแบบเซอร์ราวนด์
ก็ไม่เกี่ยวกับกุ ทำไมมันเข้ามาในหู ทำไมกุต้องได้ยิน มันทำให้กุเครียด

ถ้าคลื่นเสียงในระดับ frequency และ amplitude ที่เท่ากัน
มันลอยเข้าไปในหูคนโดนด่ากับหูคนอื่นรอบข้างเท่ากัน
โดยไม่สนใจความหมาย บางทีมันก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน
มากนักหรอกนะ

. . .

มาถึงตอนเย็นเมื่อฟ้าเริ่มมืด แก้เครียดด้วยการเดินหลอน ๆ จากสวนลุมไปพันทิพ
ระหว่างทาง เจอภาพคนนอนยาวคว่ำหน้านอนขวางทางเดินข้างสะพาน ใส่ชุดดำ
ตัวดำเมี่ยมพอกับชุด นึกว่าศพกลางกรุง แต่ไม่มีไทยมุงและมูลนิธิ เลยเดินไปใกล้ ๆ
เห็นขันหนึ่งใปที่ปลายมือ ปรากฏว่าเป็นขอทาน นอนขวางแบบคนอื่นเดินได้ลำบากมาก
มามุขนี้ไม่ปลื้ม ไม่อยากให้ตังค์ แต่อยากให้กลายเป็นศพจริง ๆ เหมือนสภาพที่กำลัง
พยายามทำให้เหมือน

. . .

ซื้อของเสร็จ เดินจากพันทิพไปขึ้นรถไฟฟ้าราชเทวี เจอขอทานอีกแล้ว
มาพร้อมลูกหมาอายุไม่กี่เดือนหนึ่งตัว นอนหลับอยู่ข้าง ๆ โคดน่าสงสาร
สงสารหมา ไม่ใช่คน เคยเห็นมุขนี้หลายหนแล้วเหมือนกัน ไม่ชอบเลย
ในด้านมืดด้านหนึ่งของการขอทาน อาจเป็นธุรกิจอย่างหนึ่งที่มีการแข่งขันกัน
จะทำให้อะไรให้คนสงสารอาจเป็นเป้าหมายหลัก แต่เอาสัตว์ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่
มาร่วมขบวนการด้วยมันไม่สมควรเลย

ใครสงสารให้ตังค์ไปด้วยความสงสารหมา แล้วลูกหมามันจะได้กินซักกี่ตังค์
ในวัยแค่นี้ ถ้ามันอาศัยอยู่กับแม่มันก็อาจจะยังกินนมแม่ได้อิ่มกว่า

มันไม่ควรมาอยู่ที่นี่ มันไม่ควรถูกนำมาเป็นตัวหาเงินให้คนจำพวกนี้
ไอ้ศพปลอมข้างบนยังดูน่าชมเชยกว่าซะอีกที่ยังหาเงินได้ด้วยตัวเอง
โดยไม่จำเป็นต้องให้ลูกหมามาหาเงินให้

. . .

วันนี้ทำให้ผมบ้า

แล้ววันบ้า ๆ วันหนึ่งก็ผ่านพ้นไป

แต่ในเช้าวันถัดไป ผมจะหายบ้าไหม ก็ไม่รู้

บทสนทนาทางโทรศัพท์

posted on 21 Oct 2007 02:43 by oatato in Notes

มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น รบกวนความสงบในสายวันหนึ่ง

ฉัน : ฮัลโหล

มัน : ไง

ฉัน : เออ ว่าไง [ชื่อเล่นมัน]

มัน : มีอะไรล่ะ

ฉัน : อ้าว ก็เมิิงโทรมา จะให้กรูมีอะไรบอกเมิงล่ะ

มัน : เออ นั่นสิ

ฉัน : ไอ้บ้า

ฝันเป็นตุเป็นตะ เป็นขนาดหนังแอ็คชั่นฟอร์มยักษ์ของฮอลลีวูดได้เลยทีเดียว

พล็อตของเรื่องที่ฝันก็แหวกแนวพอสมควร คือ เป็นเรื่องของธรรมชาติต่อสู้กันครับ
(สงสัยช่วงนี้คงจะหมกมุ่นอ่านข่าวเกี่ยวกับเรื่องโลกร้อนมากเกินไปก็เป็นได้)

งงล่ะสิ เอางี้ คือ ความเดิมมีอยู่ว่า (ในฝันมีเท้าความเดิมด้วยวุ้ย) ที่จริงธรรมชาติก็เป็น
สิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่ง
เหมือนพืชที่เราเห็นนิ่ง ๆ แต่ที่จริงก็มีชีวิต เช่นเดียวกับ ลม ฟ้า อากาศ
ที่พัดพาตัวเองลอยไปมาบนโลกนี้ มันก็มีชีวิตเช่นกัน และยังมีความคิดอ่านเป็นของตนเอง
แต่มนุษย์ไม่เคยล่วงรู้เลยแม้แต่นิดเดียว เพราะมันมีวิธีแสดงออกในแบบที่มนุษย์ไม่คาดคิด
ว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิต แต่มนุษย์จะรู้ในเร็ว ๆ นี้

ปัญหาคือธรรมชาติเริ่มไม่พอใจการกระทำของมนุษย์ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อย ๆ
ซึ่งทำให้ธรรมชาติเองก็เดือดร้อน จึงได้ดำเนินการกระทำทำบางอย่างเพื่อตอบโต้และสั่งสอน
มนุษย์ให้รู้สึกถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม แต่มนุษย์ก็ยังไม่หยุดทำลายสิ่งแวดล้อมอยู่ดี

ดังนั้นธรรมชาติกลุ่มหนึ่งที่มีพลังมหาศาลที่สามารถสร้างภัยพิบัติต่าง ๆ ได้หลายชนิด
ได้ตัดสินใจที่จะหาทางทำลายมนุษย์ด้วยอำนาจที่มีอยู่ทั้งหมด ในไม่ช้านี้

แต่ก็มีธรรมชาติอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย แต่ไม่สามารถต่อสู้กับกลุ่มแรกที่มีพลังเหนือกว่าได้
จึงได้ทำการเปิดเผยตัวตนต่อมนุษย์บางคนที่เชื่อใจได้ เพราะเป็นกลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
เพื่อขอความช่วยเหลือ และบอกให้มนุษย์ได้ล่วงรู้ถึงแผนการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น ...

แล้วมนุษย์กลุ่มนั้นจะทำอย่างไร?
พวกเขาจะสามารถปกป้องเหล่ามนุษยชาติจากหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้นได้หรือไม่?

คงไม่มีใครรู้หรอก เพราะตอนนี้ผมตื่นแล้ว =P

ถ้าจะให้ฝันจนจบเรื่อง คาดว่าคงต้องวางแผนนอนอุตุติดต่อกัน 2 วันเต็ม
สมมุติถ้าว่าวันไหนเกิดฟลุ๊คได้ฝันต่อจากตอนเดิม จะเก็บมาเล่าให้ฟังต่อละกันนะ

ตอนที่ 11 : หนีเรียน

แล้วในที่สุด ก็ได้มีโอกาสโดดเรียนครั้งแรกอย่างไม่เป็นทางการ

จำได้ว่าวันนั้นมีเรียนแค่ครึ่งวันบ่าย แต่ปกติจะไปโรงเรียนแต่เช้าอยู่แล้ว เพื่อไปนั่งอ่านหนังสือในห้องเรียน
เพราะมันเงียบได้สมาธิดี แต่บังเอิญวันนั้นมีเพื่อนในกลุ่มเกิดไปเช้าด้วยกันหลายคน เลยไม่ได้อ่านจนได้
คุยไปคุยมาว่าไปหาอะไรกินเล่นข้างนอกกันเถอะ (ยังไม่แปดโมงยังเดินออกไปข้างนอกได้) ...ไปสิ ...

พอได้ออกไปด้านมืดก็เริ่มครอบงำ พอดีมีเพื่อนออกไอเดียว่า ครึ่งวันเช้าว่าง ๆลองไปหาที่ซ้อมดนตรี
เล่นกันไหม เออ..ไอเดียดี แต่แถวนั้นไม่มีห้องซ้อมอะไรนี่นา เพื่อนบอกว่า เพื่อนอีกคนที่ลาออกไปแล้ว
น่าจะรู้จักห้องซ้อมบ้าง เลยลองโทรไปถาม ปรากฏว่าเพื่อนมันรู้จักจริง ๆ แถมจะตามมาด้วย ก็สนุกสิครับ

เลยพากันนั่งรถเมล์ไปรอเพื่อนที่หน้าห้างหนึ่งแถวรัชดาฯ พอเพื่อนมาก็นั่งรถเมล์ต่อไปจนถึงห้องซ้อม
ซึ่งไกลจากโรงเรียนพอใช้ได้เลย ไปเล่นดนตรีป่วนประสาทอยู่ประมาณสองชั่วโมง ก็ต้องเลิกเพราะ
ไม่อยากเสียตังค์ค่าห้องซ้อมได้มากกว่านี้อีกแล้ว เดี๋ยวใช้เงินเกินงบแล้วที่บ้านจะสงสัยว่าเงินหายไปไหน
(วันนั้นไม่กินข้าวเที่ยงก็เพราะเอาเงินมาแชร์จ่ายค่าห้องซ้อมนี่แหละ) ซึ่งทุกคนก็เรู้สึกแบบเดียวกันว่า
ยังไม่หายมันเลย เจ้าเพื่อนที่รู้จักห้องซ้อมก็เลยบอกว่า
ไปเล่นดนตรีต่อที่บ้านมันไหม?

โธ่! ดันเพิ่งมาบอกว่ามีห้องซ้อมดนตรีอยู่ที่บ้านถ้ารู้ก่อนก็ไปตั้งแต่แรกแล้ว ถึงจะไกลไปอีกหน่อยแต่ก็คุ้ม
ได้
เล่นกันเพลิน ๆ ไม่ต้องห่วงเรื่องเวลา (ลืมไปแล้วว่าช่วงบ่ายมีเรียน) แถมได้ลองไปเล่นอัดเสียงเปียโน
เพลงรุ่นที่เคยช่วยกันแต่งไว้ด้วย ฟังดูดีกว่าที่เล่นที่บ้านเยอะเลย อือม์ ของเขาดีจริง ๆ แต่แพงน่าดู
ใช้เวลาไปอย่างเมามันกลับมาถึงโรงเรียนอีกทีก็ตอนเวลาเลิกเรียนเฉกเช่นเดียวกับคนที่มาเรียนตามปกติ

รู้สึกผิดบ้างเหมือนกัน เพราะรู้สึกว่านี่ขนาดแค่เริ่มต้น มันดูจะล้ำเส้นไปไกลขอบเขตของตัวเองเกินไปมาก
พอสมควร กลัวใจตัวเอง กลัวว่าถ้ามีครั้งถัดไปแล้วมันจะไปไกลขึ้นกว่าเดิมอีกไหม กลัวว่าจะไกลซะจน
ไม่สามารถกลับมาที่จุดเดิมที่เราเคยเป็นอยู่ได้อีก เคยลองถามเพื่อนที่ไปด้วยกันวันนั้นว่ารู้สึกยังไง
เพื่อนก็บอกว่าสนุกดีนะ แต่คิดว่าถ้าไปอีกมันอาจจะไม่สนุกเหมือนเดิมแล้ว (ถ้าโดนจับได้ ยิ่งไม่สนุกเลย)
ที่มันพูด
ก็จริง ถ้าทำแบบนั้นบ่อย ๆ จนชิน คุณค่าของมันอย่างที่เคยรู้สึกในตอนเริ่มต้นก็จะเริ่มจางหายไป
จนในที่สุดเราจะพบว่าสิ่งที่เราทำอาจจะไม่มีคุณค่าหลงเหลืออยู่เลย ซึ่งอาจจะรวมไปถึงตัวเราเองด้วย

หลังจากวันนั้นก็ไม่ได้โดดเรียนออกไปไหนอีกเลย...
ถึงมันเป็นแค่ครั้งเดียว แต่มันน่าจดจำ ก็น่าจะเพียงพอแล้วไม่ใช่เหรอ

ประสบการณ์ที่ดีในวันนั้นสอนให้รู้ว่า
1. รางวัลหรือสิ่งตอบแทน มันจะดูมีคุณค่าก็ต่อเมื่อ เราไม่ได้มันมาง่ายหรือบ่อยเกินไป
2. ความสนุกจากการแหกกฎเกณฑ์ในชีวิตประจำวัน ถือเป็นการให้รางวัลชีวิตเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปอีกแบบหนึ่ง

ไม่เป็นไร ยังมีอะไรแปลก ๆ ให้ทำอยู่ในโรงเรียนอีกถมเถไป

Recommend