student

ตอนที่ 18 : บทส่งท้าย...เส้นทางใหม่

เรื่องราวเกี่ยวกับ ชีวิต แนวคิด และวีรกรรมของเด็กนักเรียนชั้น ม.ปลายคนหนึ่งจึงได้สิ้นสุดลง ณ จุดนี้
จบลงพร้อมกับการดิ้นรนผ่าฟันในการสอบที่แสนยาวนานที่มีทั้งความผิดหวัง และความสมหวังในที่สุด

นี่คือจุดสิ้นสุดของเส้นทางเดิม ๆ เพื่อที่จะก้าวสู่เส้นทางชีวิตใหม่ที่ตัดสินใจเลือกแล้ว ที่จะไปเริ่มต้นใน
คณะที่สอบเอนทรานซ์ติด เส้นทางที่จะต้องเริ่มเดินเพียงลำพังโดยปราศจากเพื่อนที่เคยรู้จักและผูกพัน

เส้นทางที่จะต้องเจอกับคนกลุ่มใหม่ ๆ ซึ่งต่างคนต่างก็ออกมาจากเส้นทางเดิม ๆ ของตนเองและเดินเข้า
มาร่วมเส้นทางเดินเดียวกันกับเราต่อไปในอีก 4 ปีข้างหน้า หรือมากกว่านั้น เป็นเส้นทางที่เราจะต้องเจอ
กับการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในอนาคตอันใกล้และไกล มันคือเส้นทางที่จะเปลี่ยนแนวทางชีวิต
และมุมมองเกี่ยวกับชีวิตอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน

อีกสิ่งหนึ่งที่เราจะต้องยอมรับว่า มันจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนคือ ...
เส้นทางใหม่นี้ ก็จะมีจุดสิ้นสุดของตัวมันเองเช่นกัน ในสักวันหนึ่งข้างหน้า
และที่จุดสิ้นสุดนั้น ก็จะมีเส้นทางใหม่ ๆ ที่พร้อมจะให้เราได้เลือกต่อไปได้เรื่อย ๆ

แต่ไม่ว่าชีวิตคนเราจะมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างไรมากน้อยเพียงไหน
ความทรงจำในอดีตจะยังคงเป็นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ตราบใดที่เรายังคงเก็บมันไว้ในใจ

ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถนำเรื่องราวต่าง ๆ ในอดีต กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงในขณะนี้ได้
แต่เหตุการณ์ต่าง ๆเหล่านั้นจะยังคงเกิดขึ้นวนเวียนอยู่สม่ำเสมอ ภายในใจเรา ...
ตลอดไป

ตอนที่17 : สอบเอ็นทรานซ์ - ครั้งที่ 3(ครึ่งหลัง)

จากตอนที่แล้ว ผ่านมาแล้วสองสนามสอบรู้ผลแล้วหนึ่งว่าสอบติดแต่ก็ยังอยากรอทางเลือกอื่น ๆ
ที่ยังกำลังจะตามมา เพื่อประกอบการตัดสินใจต่อไป ทางเลือกถัดไปที่กำลังตามมาคือ

สนามสอบสามและสี่ จัดขึ้นโดยมหาวิทยาลัยเดียวกันแต่แบ่งเป็นของ 2 คณะ
คือคณะวิทยาศาสตร์สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ และ คณะบริหารธุรกิจ เป็นภาคภาษาอังกฤษทั้งคู่
ส่วนมหาวิทยาลัยก็คือสถานที่เดียวกับที่ไปสอบเอ็นทรานซ์ปีที่แล้ว (ให้ทายสถานที่กันอีกแล้ว)
จะบอกว่าที่สนใจจะสอบคือคณะแรก แต่เห็นเพื่อนหลายคนสมัครคณะหลังก็เลยสมัครกับเขาด้วย
สมัครดะ เจอที่ไหนให้สอบได้ขอเป็นสมัครไว้ก่อน มาเจอที่นี่เลยเป็นน้องพลับขอเบิ้ลสองไปเลย

เนื่องจากทั้งสองคณะนี้จัดสอบคัดเลือกนี้ขึ้นมาเองโดยไม่เกี่ยวข้องกัน ก็เลยต้องไปสอบ 2 ครั้ง
กำหนดช่วงเวลาการสอบของทั้งสองคณะนี้จัดขึ้นหลังสอบเอ็นทรานซ์ไม่นานนัก ก็ถือว่าเป็นช่วงที่ดี
เพราะความรู้จากที่เตรียมสอบครั้งก่อน ๆ ยังไม่หายไปไหน เริ่มจากสอบคณะวิทย์ก่อนในอาทิตย์แรก
และตามด้วยสอบของคณะบริหารฯ ในอาทิตย์ถัดไป (เริ่มรู้สึกว่าตัวเองคล้าย ๆ นักล่าเงินรางวัลเกมโชว์)

ข้อสอบของทั้งสองคณะก็ไม่เหมือนกันเท่าไหร่ ข้อสอบคณะวิทยาศาสตร์ก็เป็นวิชาสายวิทย์ทั่ว ๆ ไป
แต่คณะบริหารฯ นี่สิ สนุกเหลือเกินทำข้อสอบจึงออกมาเป็นภาคภาษาอังกฤษทั้งหมดเลยทุกวิชา
ส่วนวิชาภาษาอังกฤษเอง ก็จะยากกว่าคณะแรกอยู่ประมาณหนึ่งเท่าครึ่งได้ ทำไปเรื่อยเปื่อยมากกว่า
ระหว่างทำสอบ ก็คิดตกแล้วว่าคงไม่ถนัดกับการเรียนสายนี้เท่าไหร่นักทำไม่ได้ข้อไหนก็จะไม่คิด
มั่วตอบไปเลยจะได้ไม่เสียเวลา บางวิชาออกมาก่อนตั้งเป็นชั่วโมงแน่ะ

ความคาดหวังจากการสอบคณะวิทยาศาสตร์ ก็มีบ้างพอสมควรเพราะข้อสอบไม่ยากมาก แต่ก็ยังมั่นใจ
ไม่ได้มากนัก เพราะคนอื่นก็น่าจะทำได้เหมือนกัน คาดว่าคะแนนคงเชือดเฉือนสูสีกันน่าดูเลยทีเดียว
ส่วนคณะบริหารฯ ไม่ได้คาดหวังไว้เลย ไม่ใช่เพราะข้อสอบยากมหาโหดแต่ไม่ได้มีจุดหมายเพื่อมา
เรียนคณะนี้หรอกแบบว่าตามเพื่อนมาสอบ อยากเจอเพื่อนฝูง คงเข้าใจนะ

ซึ่งการประกาศผลสอบออกมาเร็วมาก มาก่อนผลเอ็นทรานซ์ซะอีก ซึ่งผลการสอบที่ออกมาก็คือ ...
สอบติดทั้งสองคณะเลยดีใจมาก มีทางเลือกที่น่าสนใจเพิ่มขึ้นมาอีกแล้ว คือ คณะวิทยาศาสตร์
ส่วนคณะบริหารฯ พอได้ติดคณะแรกมาได้แล้ว ก็คงต้องขอสละสิทธิ์ล่ะครับ

กำหนดวันสอบสัมภาษณ์ของคณะวิทยาศาสตร์มีขึ้นก่อนวันประกาศผลเอ็นทรานซ์ไม่กี่วันเท่านั้น
ตื่นเต้นนิดหน่อย เพราะเขาสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ (อาจารย์คนไทย อังกฤษสำเนียงแบบไทย ๆ)
แต่ก็ผ่านไปด้วยดี หลังจากสอบสัมภาษณ์เสร็จ ซักพักก็มีเรื่องให้ตื่นเต้นกันอีกแล้ว คือ
ผลการสอบเอ็นทรานซ์สรุปออกมาแล้วอย่างไม่เป็นทางการ ตอนนี้กำลังจัดเตรียมเพื่อประกาศผล
เผอิญมีคนรู้จัก เค้าทำงานอยู่ที่ทบวงฯ สามารถเอารหัสสอบไปกรอกเรียกผลสอบออกมาดูได้
ซึ่งผลก็คือ ...

สอบติดแล้วครับ! ติดคณะที่เลือกไว้อันดับที่ 2 (ถ้าตามไปดูเอ็นทรีเก่า ๆ ก็คงทราบว่าผมติดที่ไหน)
ถึงจะไม่ได้ติดอันดับ 1 ที่เลือกไว้คือคณะวิศวะฯ จุฬาฯ) ก็ไม่เป็นไร เตรียมตัวเตรียมใจไว้อยู่แล้วล่ะ
(แต่หลังจากที่มีการประกาศคะแนนสูงสุด-ต่ำสุดก็แอบกัดฟันด้วยความเสียดายเมื่อมารู้ว่า ถ้าทำอีกแค่
8 คะแนน ก็จะติดคณะนั้นแล้วเชียว)

ดีใจสุด ๆ ตอนนั้นไม่ว่าจะติดที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น (เลือกคณะแบบเต็มพิกัดทุกตัวเลือก วิศวะทั้งหมดเลย)
ยังดีกว่าไม่ติดอีกปี เพราะเคยคิดไว้ว่า ถ้าไม่ติดปีนี้อีกก็คงไม่มีกำลังใจกลับมาสอบใหม่อีกครั้งแล้วล่ะ
พอผลสอบออกมาอย่างนี้ ทางเลือกอื่น ๆ เคยที่มีอยู่ก็แทบจะไม่ต้องพูดถึงกันแล้ว

สนามสอบที่ห้า มหาวิทยาลัยชื่อดังย่านบางเขน จัดสอบคณะวิศวกรรมศาตร์ภาคพิเศษ(สมทบ)
สมัครก่อนเอนทรานซ์ แต่กำหนดวันสอบหลังการประกาศผลเอ็นทรานซ์ประมาณหนึ่งอาทิตย์
ถือเป็นสนามสอบหนึ่งที่แบกรับความหวังของผู้ที่ผิดหวังจากการสอบเอนทรานซ์ไว้อย่างเต็มเปี่ยม
ไม่ต้องไปถึงสถานที่สอบ ก็คงพอเดาบรรยากาศวันสอบได้ ว่ามันเป็นบรรยากาศมาคุขนาดไหน

สมัครกับเพื่อนไว้เหมือนกัน แต่ก็ตัดสินใจไม่ไปสอบ เพราะถือว่าเราได้สิ่งที่เราต้องการไปแล้ว
ดังนั้นพอแค่นี้ดีกว่าอีกอย่างหนึ่งคือเพื่อนสนิทผมบางคนก็จำเป็นต้องไปสอบที่สนามสอบนี้ด้วย
ไม่อยากเจอคำถามว่าเอ็นท์ติดไปแล้วยังจะมาสอบอีกทำไม ก็นั่นสิ มันเหมือนไปตัดโอกาสคนอื่น
ที่เค้ายังต้องการโอกาสอยู่ ก็ไม่ได้คิดว่าจะทำให้ตัวเองสอบติดอีกได้ที่หรอก ไม่รู้ว่าจะทำไปทำไม
แต่จากประวัติการล่ารางวัลในทุกสนามสอบที่ทำมาในปีนี้มันฟ้องอยู่เพื่อน ๆ มันคงคิดว่าผมติดแน่

ดังนั้นจึงขอให้กำลังใจเพื่อนฝูงอยู่ที่บ้านดีกว่า สุดท้ายเพื่อนที่ไปสอบที่นี่ก็เห็นสอบติดกันหมดเลยนะ
ก็ดีเหมือนกันที่ไม่ได้ไป เกิดทำแล้วผลสอบมันออกมาว่าไม่ติดขึ้นมาจริง ๆ คนโดนเพื่อนล้อกันน่าดู

ในที่สุด มันก็จบลงได้ซะที . . . 3 ปีแห่งการอคอย ...

ตอนที่16 : สอบเอ็นทรานซ์ - ครั้งที่ 3 (ครึ่งแรก)

และฤดูกาลเอ็นทรานซ์ก็มาถึง อีกครั้ง และก็อีกครั้ง

คราวนี้ไม่เหมือนกับการเอ็นทรานซ์คราวก่อน ๆ ตรงที่พวกเราไม่ได้เป็นสอบเอ็นทรานซ์เพียงที่เดียว
มีสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งได้จัดให้มีการการสอบเข้าเพื่อรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อ โดยแยกจาก
การสอบเอ็นทรานซ์ทั่วไป บางแห่งก็จัดสอบก่อนสอบเอ็นทรานซ์ บางแห่งจัดสอบทีหลัง ส่วนบางแห่ง
ก็จัดสอบหลังการรู้ผลสอบเอนทรานซ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่สังเกตุว่าทุกแห่งมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ
ช่วงที่เปิดรับสมัครสอบจะเป็นก่อนเอ็นทรานซ์ทั้งสิ้น ซึ่งเหมือนจะบอกเป็นนัยถึงนักเรียนทั้งหลายที่ตั้งใจ
มาสอบ "กันเหนียว"คือไม่ว่าคุณจะมาสอบที่นี่หรือไม่สอบได้แล้วจะเข้าเรียนหรือไม่ ยังไง ๆ คุณก็ต้อง
มาสมัครและต้องจ่ายค่าสมัครให้สถาบันเราก่อนล่ะ เพราะยังไงเราก็คงเป็นแค่ทางเลือกที่สองของคุณ

เพื่อความแน่นอนในอนาคตที่ยังไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ นักเรียนส่วนใหญ่ก็เลยต้องทำการสมัคร
สอบเผื่อเอาไว้มากมายหลายแห่ง ลำพังแค่ค่าสมัครสอบเพียงอย่างเดียว เชื่อว่าคงทำให้สถาบันเหล่า
นั้นมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียว

ถ้าจะมองว่ามันทำให้เราเครียดจัดเพราะต้องสอบหลายหนก็อาจจะไม่ถูกต้องนัก เพราะการที่เราไปลอง
สอบที่อื่นก่อนมันก็ช่วยลดความประหม่าที่เรามุ่งให้กับการสอบหลัก ๆ ให้ลดลงได้ ยิ่งถ้าเกิดเราทำสอบ
ได้ดี มันก็จะทำให้เราอุ่นใจ (ทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้ผล) และมั่นใจในตัวเองขึ้นว่าถ้าข้อสอบระดับนี้เราก็ทำได้
ข้อสอบเอ็นทรานซ์ก็คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงจนเกินไปหรอกนะ แต่ถ้าเกิดทำไม่ได้ มันก็ยังเหมือนกับเรา
ยังมีโอกาสครั้งถัดไป ที่จะสามารถเอาจุดบกพร่องไปรีบปรับปรุงก่อนการสอบใหญ่ที่กำลังมาถึงได้

ส่วนการสอบทีหลัง อันนี้จะทำได้ดีหรือไม่ดี เครียดมากหรือน้อย ก็คงขึ้นอยู่กับความมั่นใจหลังจาก
การสอบเอ็นทรานซ์ว่าเราคิดว่าทำได้หรือไม่ หรือถ้ารู้ผลสอบแล้วนี่ยิ่งไปกันใหญ่เลย เพราะถ้าสอบ
เอ็นทรานซ์ไม่ได้ก็เสียกำลังใจอยู่แล้ว ความรู้สึกเคว้งคว้างก็จะตามมาดังนั้นที่ที่เราจะสอบถัดไปนี่
แทบจะถูกมองเป็นความหวังสุดท้ายของชีวิตเลยทีเดียว แต่มันก็มีข้อดีบ้างก็คือ คนที่สอบเอ็นทรานซ์
ติดไปแล้วในคณะที่ตั้งใจเลือกไว้ส่วนใหญ่คงจะไม่ไปสอบให้เสียเวลาทำไม เอาเวลาไปฉลองดีกว่า
ซึ่งในกรณีนี้จะทำให้คู่แข่งที่เก่ง ๆ ลดน้อยลง ที่เหลือก็คือทำสอบให้ดีละกัน

ตัวผมเองก็สมัครสอบที่อื่น ๆ เอาไว้ทั้งหมด4 แห่ง ถ้ารวมเอ็นทรานซ์ด้วยก็ 5 แห่ง
ช่วงวันสอบก็มีทั้ง ก่อนเอ็นทรานซ์ หลังเอ็นทรานซ์ และหลังรู้ผลเอ็นทรานซ์แล้ว
มีทั้งหมดเลย เลยกลายเป็นฤดูแห่งการสอบเข้าจริง ๆ ทั้งเดือนสอบอย่างเดียว สนุกแน่ ๆ
ความรู้สึกและบรรยากาศสอบแต่ละครั้งก็จะแตกต่างกันไป ขอเล่าแยกออกมาเป็นแต่ละที่เลยดีกว่า

สนามสอบแรกที่ไปสอบจัดโดยคณะวิทยาศาสตร์ของสถาบันเทคโนโลยีแห่งหนึ่งแถวสะพานพระราม 7
จัดสอบก่อนเอ็นทรานซ์พอสมควร สถานที่สอบคือที่โรงเรียนพาณิ